การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

     การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในประเทศไทยส่วนใหญ่จะทำกันมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นับว่ามีความสำคัญมากขึ้นตามลำดับดังจะเห็นได้ว่าทางราชการได้สนับสนุนให้หลายโครงการ และพยายามเปลี่ยนทัศนคติของเกษตรกรให้หันเหจากการเลี้ยงไหม ที่ทำในลักษณะอาชีพเสริม ซึ่งเลี้ยงกันในครัวเรือ มาเป็นอาชีพรองหรืออาชีพหลัก เนื่องจากอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยง ไหมสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรเป็นอย่างดี และทำให้เกษตรกรมีงานทำตลอดทั้งปีเป็ยการยกระดับการครองชีพของเกษตรกรให้ดีขึ้น

     สถาบันวิจัยหม่อนไหม โดยศูนย์วิจัยและสถานีทดลองหม่อนไหมได้ทำการค้นคว้าและทดลอง ศึกษาวิธีการเลี้ยงไหมแผนใหม่ปรับปรุงพันธุ์หม่อนไหมการป้องกันกำจัด โรคแมลงการจัดการสวนหม่อนการวิจัยด้านการสาวเส้นไหม รวมถึงการศึกษาผลิตภัณฑ์หม่อนไหมต่างๆ ได้นำผลงานทางวิชาการ เหล่านี้ ออกเผยแพร่สู่เกษตรกรในรูปแบบต่างๆ เช่น การฝึกอบรม การจัดนิทรรศการ และการจัดทำฟาร์มตัวอย่างเป็น ต้นทำให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ไปปรับปรุงเลี้ยงไหมได้อย่างมีประสิทธิผล

ลักษณะการเลี้ยงไหม

     การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของเกษตรกร โดยทั่วไปมี ๓ ลักษณะ คือ

     ๑.อุตสาหกรรมในครัวเรือน (จำหน่ายเส้นไหม) การเลี้ยงไหมแบบนี้ส่วนใหญ่ทำเป็นอาชีพเสริม ทำกันภายในในครัวเรือนตั้งแต่ปลูกหม่อน - เลี้ยงไหม จนถึงการทำเป็นผืนผ้า พันธุ์ใหม่ที่ใช้เลี้ยงเป็นพันธุ์ไทย และพันธุ์ไทยลูกผสม มีขั้นตอนการทำงานดังนี้

ปลูกหม่อน --> เลี้ยงไหม --> สาวเส้นไหม --> ทอผ้า

     ๒.เลี้ยงไหมเพื่อจำหน่ายรัง การเลี้ยงแบบนี้สามารถทำเป็นอาชีพรองหรืออาชีพหลักได้โดยเกษตร กร จะปลูกหม่อนมากกว่าแบบแรกเลี้ยงไหมพันธุ์ต่างประเทศลูกผสมประมาณรุ่นละ ๑ เดือน ก็ได้เงินแล้วไข่ไหมที่ใช้เลี้ยงจะรับจากศูนย์วิจัยและสถานีทดลองหม่อนไหมหรือบริษัทก็ได้ เกษตรกรจะนำผลผลิตตรังไหมไปจำหน่ายแก่โรงงานสาวไหมในราคาประกันตามคุณภาพ

ปลูกหม่อน --> เลี้ยงไหม --> จำหน่ายรังไหมส่งโรงงาน

     ๓.บริษัท การเลี้ยงไหมแบบนี้ เป็นเกษตรกรรายใหญ่ มี โรงงานสาวเส้นยืนบาง บริษัทอาจจะมีการทำกิจกรรมหลายอย่างเช่น การปลูกหม่อน การเลี้ยงไหม การเลี้ยงไหมวัยอ่อน การผลิตไข่ไหม การจำหน่ายอุปกรณ์ต่าง ๆ การฝึกอบรมและโรงงาน ทอผ้าไหม เป็นต้น ขึ้นอยู่กับการดำเนินงานของบริษัทนั้น ๆ

การปลูกหม่อน

     ปัจจุบันการปลูกหม่อนส่วนใหญ่ยังใช้เพื่อการเลี้ยงไหม แต่มีบางส่วนปลูกหม่อนเพื่อขายใบ เพื่อนำไปเลี้ยงไหม หรือส่งโรงงานผลิตชา แต่ทั้ง ๒ วัตถุประสงค์ ก็มีการดูแลรักษาเหมือนกัน อาจแตกต่างกันใน รายละเอียดบางประการดังนั้นในเบื้องต้นควรรู้จักลักษณะและธรรมชาติของหม่อน เพื่อนำไปพื้นฐานในการดูและรักษาส่วนใบหม่อนให้ได้ผลผลิตสูง

     หม่อนเป็นพืชยืนต้นจำพวกไม้พุ่มตระกูล Moraceae ใบใช้เป็นอาหารของหนอนไหมได้ดีที่สุด นอกจากนั้นส่วนต่างๆ ยังใช้ประโยชน์ด้านเภสัชกรรมและด้านอื่น ๆ อีกด้วย หม่อนสามารถเจริญเติบโตทั้งในเขตร้อนและเขตหนาว ชอบดินร่วนปนทราย มีความอุดมสมบูรณ์ระบายน้ำได้ดี ในพื้นที่ลาดชันก็สามารถปลูกได้โดยให้ปลูกตามแนวลาดชัน และถ้ามีความลาดชันสูงก็ให้ปลูกแบบขั้นบันได

ลักษณะหม่อนพันธุ์ดี

     ๑.สามารถเจริญเติบโตเร็ว แตกตาดี ไม่พักตัวนาน

     ๒.การแตกแขนงดี

     ๓.ข้อถี่

     ๔.ขนาดของใบใหญ่ปานกลาง

     ๕.ใบหนาเหี่ยวช้า

     ๖.ลักษณะใบเป็นมัน และอ่อนนุ่ม

     ๗.ให้ผลผลิตต่อไร่สูง

     ๘.ตอบสนองต่อการตัดแต่ง ให้น้ำและปุ๋ยดี

     ๙.สามารถขยายพันธุ์โดยการใช้ท่อนพันธุ์ได้

     พันธุ์หม่อนที่ทางราชการได้รับรองพันธุ์และส่งเสริมให้ปลูกในปัจจุบัน คือ

     พันธุ์หม่อนนครราชสีมา ๖๐

     พันธุ์หม่อนบุรีรัมย์ ๖๐

     พันธุ์หม่อนบุรีรัมย์ ๕๑

     พันธุ์หม่อนศรีสะเกษ ๓๓

การเลือกพื้นที่ปลูก

     หม่อนเป็นพืชที่ปลูกง่าน ทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ปลูกได้ทั้งในพื้นที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์สูงและต่ำ แต่ถ้าจะให้ได้ผลผลิตและคุณภาพใบดี ควรจะต้องมีการจัดการเกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

     ๑.อยู่ใกล้แหล่งน้ำ สามารถให้น้ำหม่อนได้ หม่อนจะมีผลผลิตตลอดปี

     ๒.น้ำไม่ท่วมขัง มีการระบายน้ำดี

     ๓.ไม่ควรปลูกใกล้พืชอื่นที่มีการใช้สารเคมี อยู่เป็นประจำ เช่นแปลงผัก และแปลงดอกไม้ เพราะจะทำให้ สารเคมีปลิวไปถูกใบหม่อนอาจจะมีพิษตกค้าง เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้

     ๔.เป็นพื้นที่คมนาคมสะดวก เพื่อขนส่งปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือขนส่งใบหม่อน

การเตรียมดิน

     ก่อนปลูกควรเตรียมดินโดยการไถดินให้ลึก ๔๐ เซ็นติเมตร ทิ้งไว้ ๕-๗ วัน แล้วทำการไถพรวนพร้อมกับปรับพื้นที่ให้เรียบสม่ำเสมอก่อนการปลูก สำหรับพื้นที่เคยปลูกพืชอื่นมาเป็นเวลานานจนเดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ก่อนการปลูกควรขุดร่องตามแนวที่จะปลูกโดยใช้รถไถเดินตามตัดผ่านหัวหมุหรือจานเดียว ไถไปกลับ ๒ เที่ยว ก็จะได้ร่องตามต้องการ ขนาดกว้าง ๓๐ เซ็นติเมตร ลึก ๓๐ เซ็นติเมตร ใส่เศษหญ้าใบไม้แห้ง ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ประมาณครึ่งร่อง กลบดินเสร็จทำการปลูกหม่อนลงบนแนวร่องที่เตรียมไว้

การเตรียมกิ่งพันธุ์

     กิ่งพันธุ์หม่อนที่จะนำปลูกควรเป็นกิ่งที่มีอายุตั้งแต่ ๔ เดือนถึง ๑ ปี สีของกิ่งจะเป็นสีน้ำตาล ไม่มีโรคและแมลงศัตรู ตัดเป็นท่อนแต่ละท่อนมีตา ๔-๕ ตา หรือ ความยาวประมาณ ๑๕-๒๐ เซ็นติเมตรด้านล่างส่วนที่ปักลงในดินตัดเฉียงเป็นปากฉลาม ถ้ามีรอยแตกหรือช้ำตรงรอยตัด ใช้มีดคม ๆ ปาดแผลให้เรียบอีก ครั้งหนึ่งเพราะรอยแตกรอยช้ำจะทำให้การเจริญของรากไม่ดีเท่า ที่ควรหรือเน่าตายได้

การบ่มท่อนพันธุ์

     กิ่งพันธุ์ที่รับมาจากแหล่งพันธุ์ อาจถูกทิ้งไว้หลายวันทำให้กิ่งและตาเหี่ยว เมื่อนำไปปลูกจะทำให้อัตราการตายสูง จึงควรบ่มท่อนพันธุ์ก่อน โดยนำท่อนที่เตรียมไว้แล้วทำเป็นมัด ๆ ละ ๑๐๐ ท่อน วางเรียงตั้งไว้ในที่ร่มคลุมด้วยเศษหญ้าหรือฟาง รดน้ำวันละ ๑ - ๒ ครั้ง ทิ้งไว้ประมาณ ๓ - ๗ วัน กิ่งและตาจะมีลักษณะเต่งตึง สีเขียว แล้วจึงนำไปปลูก ในแปลงจะทำให้อัตรารอดสูง

วิธีการปลูก

     ๑.ปลูกด้วยท่อนพันธุ์ โดยใช้ท่อนพันธุ์ที่เตรียมไว้แล้วปักลงในแปลงโดยตรง หลุมละ ๒ ท่อน

     ๒.ปลูกด้วยกิ่งชำ ซึ่งทำได้ ๒ ลักษณะคือ ชำไว้ในแปลงเพาะชำและชำไว้ในถุงชำ เมื่อกิ่งชำมีอายุ ๓ - ๔ เดือน จึงนำลงปลูกในแปลง ในฤดูที่เหมาะสม การปลูกวิธีนี้เป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุด

     ฤดูปลูกที่เหมาะสมที่สุดควรเป็นต้นฤดูฝน แต่ในพื้นที่ที่สามารถให้น้ำในแปลงได้ ก็สามารถปลูกได้ตลอดปี เนื่องจากหม่อนเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดี ถ้ามีความชื้นในดินเพียงพอ

ระยะปลูก

     ระยะปลูกที่เหมาะสมสำหรับการปลูกพิจารณาจากหลักเกณฑ์ต่อไปนี้

     ๑.เหมาะสมกับเครื่องมือทุ่นแรง

     ๒.สะดวกในการปฏิบัติงาน

     ๓.ได้ใบหม่อนที่มีผลผลิตสูงและคุณภาพดี

     ๔.ดูแลรักษาง่าย

ระยะปลูกในปัจจุบันมี ๔ ระยะ ขึ้นอยู่กับเครื่องมือทุ่นแรง ขนาดต่างๆ

เครื่องจักร

ระยะแถว

ระยะต้น

จำนวนต้นที่ปลูก / ไร่