การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

     การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในประเทศไทยส่วนใหญ่จะทำกันมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นับว่ามีความสำคัญมากขึ้นตามลำดับดังจะเห็นได้ว่าทางราชการได้สนับสนุนให้หลายโครงการ และพยายามเปลี่ยนทัศนคติของเกษตรกรให้หันเหจากการเลี้ยงไหม ที่ทำในลักษณะอาชีพเสริม ซึ่งเลี้ยงกันในครัวเรือ มาเป็นอาชีพรองหรืออาชีพหลัก เนื่องจากอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยง ไหมสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรเป็นอย่างดี และทำให้เกษตรกรมีงานทำตลอดทั้งปีเป็ยการยกระดับการครองชีพของเกษตรกรให้ดีขึ้น

     สถาบันวิจัยหม่อนไหม โดยศูนย์วิจัยและสถานีทดลองหม่อนไหมได้ทำการค้นคว้าและทดลอง ศึกษาวิธีการเลี้ยงไหมแผนใหม่ปรับปรุงพันธุ์หม่อนไหมการป้องกันกำจัด โรคแมลงการจัดการสวนหม่อนการวิจัยด้านการสาวเส้นไหม รวมถึงการศึกษาผลิตภัณฑ์หม่อนไหมต่างๆ ได้นำผลงานทางวิชาการ เหล่านี้ ออกเผยแพร่สู่เกษตรกรในรูปแบบต่างๆ เช่น การฝึกอบรม การจัดนิทรรศการ และการจัดทำฟาร์มตัวอย่างเป็น ต้นทำให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ไปปรับปรุงเลี้ยงไหมได้อย่างมีประสิทธิผล

ลักษณะการเลี้ยงไหม

     การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของเกษตรกร โดยทั่วไปมี ๓ ลักษณะ คือ

     ๑.อุตสาหกรรมในครัวเรือน (จำหน่ายเส้นไหม) การเลี้ยงไหมแบบนี้ส่วนใหญ่ทำเป็นอาชีพเสริม ทำกันภายในในครัวเรือนตั้งแต่ปลูกหม่อน - เลี้ยงไหม จนถึงการทำเป็นผืนผ้า พันธุ์ใหม่ที่ใช้เลี้ยงเป็นพันธุ์ไทย และพันธุ์ไทยลูกผสม มีขั้นตอนการทำงานดังนี้

ปลูกหม่อน --> เลี้ยงไหม --> สาวเส้นไหม --> ทอผ้า

     ๒.เลี้ยงไหมเพื่อจำหน่ายรัง การเลี้ยงแบบนี้สามารถทำเป็นอาชีพรองหรืออาชีพหลักได้โดยเกษตร กร จะปลูกหม่อนมากกว่าแบบแรกเลี้ยงไหมพันธุ์ต่างประเทศลูกผสมประมาณรุ่นละ ๑ เดือน ก็ได้เงินแล้วไข่ไหมที่ใช้เลี้ยงจะรับจากศูนย์วิจัยและสถานีทดลองหม่อนไหมหรือบริษัทก็ได้ เกษตรกรจะนำผลผลิตตรังไหมไปจำหน่ายแก่โรงงานสาวไหมในราคาประกันตามคุณภาพ

ปลูกหม่อน --> เลี้ยงไหม --> จำหน่ายรังไหมส่งโรงงาน

     ๓.บริษัท การเลี้ยงไหมแบบนี้ เป็นเกษตรกรรายใหญ่ มี โรงงานสาวเส้นยืนบาง บริษัทอาจจะมีการทำกิจกรรมหลายอย่างเช่น การปลูกหม่อน การเลี้ยงไหม การเลี้ยงไหมวัยอ่อน การผลิตไข่ไหม การจำหน่ายอุปกรณ์ต่าง ๆ การฝึกอบรมและโรงงาน ทอผ้าไหม เป็นต้น ขึ้นอยู่กับการดำเนินงานของบริษัทนั้น ๆ

การปลูกหม่อน

     ปัจจุบันการปลูกหม่อนส่วนใหญ่ยังใช้เพื่อการเลี้ยงไหม แต่มีบางส่วนปลูกหม่อนเพื่อขายใบ เพื่อนำไปเลี้ยงไหม หรือส่งโรงงานผลิตชา แต่ทั้ง ๒ วัตถุประสงค์ ก็มีการดูแลรักษาเหมือนกัน อาจแตกต่างกันใน รายละเอียดบางประการดังนั้นในเบื้องต้นควรรู้จักลักษณะและธรรมชาติของหม่อน เพื่อนำไปพื้นฐานในการดูและรักษาส่วนใบหม่อนให้ได้ผลผลิตสูง

     หม่อนเป็นพืชยืนต้นจำพวกไม้พุ่มตระกูล Moraceae ใบใช้เป็นอาหารของหนอนไหมได้ดีที่สุด นอกจากนั้นส่วนต่างๆ ยังใช้ประโยชน์ด้านเภสัชกรรมและด้านอื่น ๆ อีกด้วย หม่อนสามารถเจริญเติบโตทั้งในเขตร้อนและเขตหนาว ชอบดินร่วนปนทราย มีความอุดมสมบูรณ์ระบายน้ำได้ดี ในพื้นที่ลาดชันก็สามารถปลูกได้โดยให้ปลูกตามแนวลาดชัน และถ้ามีความลาดชันสูงก็ให้ปลูกแบบขั้นบันได

ลักษณะหม่อนพันธุ์ดี

     ๑.สามารถเจริญเติบโตเร็ว แตกตาดี ไม่พักตัวนาน

     ๒.การแตกแขนงดี

     ๓.ข้อถี่

     ๔.ขนาดของใบใหญ่ปานกลาง

     ๕.ใบหนาเหี่ยวช้า

     ๖.ลักษณะใบเป็นมัน และอ่อนนุ่ม

     ๗.ให้ผลผลิตต่อไร่สูง

     ๘.ตอบสนองต่อการตัดแต่ง ให้น้ำและปุ๋ยดี

     ๙.สามารถขยายพันธุ์โดยการใช้ท่อนพันธุ์ได้

     พันธุ์หม่อนที่ทางราชการได้รับรองพันธุ์และส่งเสริมให้ปลูกในปัจจุบัน คือ

     พันธุ์หม่อนนครราชสีมา ๖๐

     พันธุ์หม่อนบุรีรัมย์ ๖๐

     พันธุ์หม่อนบุรีรัมย์ ๕๑

     พันธุ์หม่อนศรีสะเกษ ๓๓

การเลือกพื้นที่ปลูก

     หม่อนเป็นพืชที่ปลูกง่าน ทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ปลูกได้ทั้งในพื้นที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์สูงและต่ำ แต่ถ้าจะให้ได้ผลผลิตและคุณภาพใบดี ควรจะต้องมีการจัดการเกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

     ๑.อยู่ใกล้แหล่งน้ำ สามารถให้น้ำหม่อนได้ หม่อนจะมีผลผลิตตลอดปี

     ๒.น้ำไม่ท่วมขัง มีการระบายน้ำดี

     ๓.ไม่ควรปลูกใกล้พืชอื่นที่มีการใช้สารเคมี อยู่เป็นประจำ เช่นแปลงผัก และแปลงดอกไม้ เพราะจะทำให้ สารเคมีปลิวไปถูกใบหม่อนอาจจะมีพิษตกค้าง เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้

     ๔.เป็นพื้นที่คมนาคมสะดวก เพื่อขนส่งปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือขนส่งใบหม่อน

การเตรียมดิน

     ก่อนปลูกควรเตรียมดินโดยการไถดินให้ลึก ๔๐ เซ็นติเมตร ทิ้งไว้ ๕-๗ วัน แล้วทำการไถพรวนพร้อมกับปรับพื้นที่ให้เรียบสม่ำเสมอก่อนการปลูก สำหรับพื้นที่เคยปลูกพืชอื่นมาเป็นเวลานานจนเดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ก่อนการปลูกควรขุดร่องตามแนวที่จะปลูกโดยใช้รถไถเดินตามตัดผ่านหัวหมุหรือจานเดียว ไถไปกลับ ๒ เที่ยว ก็จะได้ร่องตามต้องการ ขนาดกว้าง ๓๐ เซ็นติเมตร ลึก ๓๐ เซ็นติเมตร ใส่เศษหญ้าใบไม้แห้ง ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ประมาณครึ่งร่อง กลบดินเสร็จทำการปลูกหม่อนลงบนแนวร่องที่เตรียมไว้

การเตรียมกิ่งพันธุ์

     กิ่งพันธุ์หม่อนที่จะนำปลูกควรเป็นกิ่งที่มีอายุตั้งแต่ ๔ เดือนถึง ๑ ปี สีของกิ่งจะเป็นสีน้ำตาล ไม่มีโรคและแมลงศัตรู ตัดเป็นท่อนแต่ละท่อนมีตา ๔-๕ ตา หรือ ความยาวประมาณ ๑๕-๒๐ เซ็นติเมตรด้านล่างส่วนที่ปักลงในดินตัดเฉียงเป็นปากฉลาม ถ้ามีรอยแตกหรือช้ำตรงรอยตัด ใช้มีดคม ๆ ปาดแผลให้เรียบอีก ครั้งหนึ่งเพราะรอยแตกรอยช้ำจะทำให้การเจริญของรากไม่ดีเท่า ที่ควรหรือเน่าตายได้

การบ่มท่อนพันธุ์

     กิ่งพันธุ์ที่รับมาจากแหล่งพันธุ์ อาจถูกทิ้งไว้หลายวันทำให้กิ่งและตาเหี่ยว เมื่อนำไปปลูกจะทำให้อัตราการตายสูง จึงควรบ่มท่อนพันธุ์ก่อน โดยนำท่อนที่เตรียมไว้แล้วทำเป็นมัด ๆ ละ ๑๐๐ ท่อน วางเรียงตั้งไว้ในที่ร่มคลุมด้วยเศษหญ้าหรือฟาง รดน้ำวันละ ๑ - ๒ ครั้ง ทิ้งไว้ประมาณ ๓ - ๗ วัน กิ่งและตาจะมีลักษณะเต่งตึง สีเขียว แล้วจึงนำไปปลูก ในแปลงจะทำให้อัตรารอดสูง

วิธีการปลูก

     ๑.ปลูกด้วยท่อนพันธุ์ โดยใช้ท่อนพันธุ์ที่เตรียมไว้แล้วปักลงในแปลงโดยตรง หลุมละ ๒ ท่อน

     ๒.ปลูกด้วยกิ่งชำ ซึ่งทำได้ ๒ ลักษณะคือ ชำไว้ในแปลงเพาะชำและชำไว้ในถุงชำ เมื่อกิ่งชำมีอายุ ๓ - ๔ เดือน จึงนำลงปลูกในแปลง ในฤดูที่เหมาะสม การปลูกวิธีนี้เป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุด

     ฤดูปลูกที่เหมาะสมที่สุดควรเป็นต้นฤดูฝน แต่ในพื้นที่ที่สามารถให้น้ำในแปลงได้ ก็สามารถปลูกได้ตลอดปี เนื่องจากหม่อนเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดี ถ้ามีความชื้นในดินเพียงพอ

ระยะปลูก

     ระยะปลูกที่เหมาะสมสำหรับการปลูกพิจารณาจากหลักเกณฑ์ต่อไปนี้

     ๑.เหมาะสมกับเครื่องมือทุ่นแรง

     ๒.สะดวกในการปฏิบัติงาน

     ๓.ได้ใบหม่อนที่มีผลผลิตสูงและคุณภาพดี

     ๔.ดูแลรักษาง่าย

ระยะปลูกในปัจจุบันมี ๔ ระยะ ขึ้นอยู่กับเครื่องมือทุ่นแรง ขนาดต่างๆ

เครื่องจักร

ระยะแถว

ระยะต้น

จำนวนต้นที่ปลูก / ไร่

เครื่องมือขนาดกลาง

๒.๕ เมตร

๐.๗๕ เมตร

๘๕๓

เครื่องมือขนาดเล็ก

๒.๐ เมตร

๐.๗๕ เมตร

๑,๐๖๖

หรือใช้แรงคนและสัตว์

๑.๕ เมตร

๐.๗๕ เมตร

๑,๔๒๒

     ระยะเวลาที่เหมาะสมกับการปลูกหม่อน คือ ในช่วงฤดูฝนในขณะที่ดินมีความชื้นอย่างเพียงพอ

การบำรุงดูแลรักษา

     หลังจากปลูก ควรดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ เช่น การกำจัดวัชพืช ควรใส่ปุ๋ยคอก อัตรา ๑,๐๐ กิโลกรัม / ไร่ และปุ๋ยเคมีสูตร ๑๕ - ๑๕ -๑๕ อัตรา ๕๐ กิโลกรัม / ไร่ ในปีที่ ๒ ควรใส่ปุ๋ยหลังการตัดแต่งและเก็บเกี่ยวใบทุกครั้ง ใส่ปุ๋ยคอกอัตรา ๓,๐๐ กิโลกรัม / ไร่ หลังตัดต่ำ โดยเปิดร่องระหว่างแถวแล้วกลบดินและปุ๋ยเคมี สูตร ๑๕ - ๑๕ -๑๕ อัตรา ๑๐๐ กิโลกรัม / ไร่ / ปี โดยแบ่งใส่หลังตัดแต่งและเก็บเกี่ยวใบทุกครั้ง

การตัดแต่ง

     การปลูกหม่อนเพื่อให้ได้ผลผลิตสูง นอกจากจะมีการดูแลบำรุงรักษาดีแล้ว การตัดแต่งหม่อน ก็นับว่ามีความสำคัญมากโดยเฉพาะ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นปริมาณมาก

ประโยชน์ของการตัดแต่ง

การตัดแต่งหม่อนมีวัตถุประสงค์เพื่อ

๑.เพิ่มผลผลิตใบหม่อนให้สูงขึ้น

๒.ให้ได้ใบหม่อนที่เหมาะสมในแต่ละวัยของหนอนไหม

๓.ให้ได้ใบหม่อนที่มีคุณภาพ

๔.ให้ได้ทรงต้นสม่ำเสมอ สะดวกในการเก็บเกี่ยว

๕.ป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูหม่อน

การตัดแต่งหม่อนทำได้หลายวิธีดังนี้

     ๑.การตัดต่ำ เป็นการตัดประจำปี ๆ ละครั้ง เพื่อให้ต้นหม่อนสร้างรูปทรง ของต้นขึ้นใหม่โดยมให้ต้นตอสูงจากพื้นดิน ๓๐ เซ็นติเมตร หลังจากตัดต่ำแล้ว ประมาณ ๓ - ๓ ๑/๒ เดือน หม่อนจะโตเต็มที่นำไปเลี้ยงไหมได้ การตัดต่ำปีต่อไปให้ตัดสูงจากรอยเดิม ๑-๒ เซ็นติเมตร

     ๒.การตัดกลางหรือตัดครึ่งต้น เป็นการตัดหลังจากตัดต่ำไปแล้ว ๓ - ๓ ๑/๒ เดือน ขณะนั้นต้นหม่อนจะสูงประมาณ ๒ เมตร โดยตัดสูงจากพื้นดิน ๑ เมตร กิ่งที่ตัดออกนำไปเลี้ยงไหมได้ หลักจากตัดแล้ว ๒ - ๓ ๑/๒ เดือน ถึงจะเลี้ยงไหมรุ่นต่อไปได้

     ๓.การตัดแขนง เป็นการตัดหลังจากตัดกลางแล้ว ๒ - ๒ ๑/๒ เดือนกิ่งจะเจริญเติบโตยาวประมาณ ๑ เมตร สามารถนำไปใช้เลี้ยงไหมได้โดยตัดแขนงเหนือรอยตัดเดิม ๑ ฝ่ามือ หลังจากนั้นอีก ๒- ๒ ๑/๒ เดือน ตาที่ติดอยู่กับแขนงที่เหลือโคนไว้จะแตกเป็นแขนง ตัดไปเลี้ยงไหมครั้งต่อไปได้อีก สำหรับฤดูหนาวควรทิ้งไว้ประมาณ ๒ ๑/๒ - ๓ เดือน จึงจะตัดเลี้ยงไหมได้

     ๔.การตัดสูงหรือการตัดยอด โดยจะต้องตัดต่ำจากยอดประมาณ ๑๕ - ๒๐ เซนติเมตร แล้วเด็ดใบส่วน บนให้เหลือใบส่วนล่างไว้เพียงครึ่งเดียวหลังจากเด็ดยอดแล้วประมาณ ๔ สัปดาห์ (๑ เดือน) กิ่งแขนงที่เจริญเติบโตแล้ว นำไปเลี้ยงไหมวัยอ่อนได้

     การตัดต่ำ ตัดกลาง ตัดแขนง เหมาะสำหรับการเตรียมใบเลี้ยงไหมวัยแก่ ส่วนการตัดสูงหรือตัดยอดเหมาะสำหรับการเลี้ยงไหมวัยอ่อน

     การตัดแต่งแต่ละครั้ง จะต้องมีการบำรุงต้นหม่อนโดยการใส่ปุ๋ยคอกประมาณ ๒,๐๐๐ - ๓,๐๐๐ กิโลกรัม / ไร่ ปี ช่วงการตัดต่ำหากดินเปรี้ยว ควรใส่ปูนขาว ประมาณ ๑๕๐ - ๒๐๐ กิโลกรัม / ไร่ / ปี จะช่วยทำให้สภาพของดินที่ดีส่วนปุ๋ยวิทยาศาสตร์ควรใส่สูตร ๑๕ - ๑๕ - ๑๕ ร่วมกับปุ๋ยยูเรีย อัตรา ๑๐๐ กิโลกรัม / ไร่ /ปี โดยแบ่งใส่หลังการตัด

การเก็บเกี่ยวใบหม่อน

     การเก็บเกี่ยวใบหม่อนไปเลี้ยงไหมทำได้ ๒ วิธีดังนี้

     ๑.การเก็บใบ สามารถทำได้หลังการตัดต่ำมาแล้ว ๒-๓ เดือนเก็บใบไปเลี้ยงไหมได้ ให้เหลือใบส่วนยอดไว้ ๔-๕ ใบ แล้วทิ้งช่วงให้หม่อนพักตัว ๑ ๑/๒ เดือน จึงเก็บใบหม่อนเลี้ยงไหมรุ่นต่อๆ ไป วิธีนี้สามารถเก็บใบเลี้ยงไหมได้ปีละ ๔-๕ รุ่น

     ๒.การตัดแต่งกิ่ง การตัดกิ่งหม่อนหลังการตัดต่ำ ตัดกลางตัดแขนง แล้วนำไปเลี้ยงไหม วิธีนี้จะตัดหม่อนได้แปลงละ ๔ ครั้ง / ปี ถ้าเกษตรกรต้องการเพิ่มจำนวนครั้งในการเลี้ยงไหม ควรจะมีการปลูกแปลงหม่อนมากกว่า ๑ แปลง แล้วตัดหม่อนแต่ละรุ่นสลับกัน เช่น ต้องการเลี้ยงไหม ๘ รุ่น จะต้องแบ่งแปลงหม่อนออกเป็น ๒ แปลง เป็นต้น

โรคหม่อน

     ๑.โรครากเน่า เป็นโรคร้ายแรงทำความเสียหายให้แก่ต้นหม่อน

     -สาเหตุ ยังไม่ทราบแน่ชัด

     -ลักษณะอาการของโรค ระยะแรกใบจะเหี่ยวคล้ายถูกน้ำร้อนลวก ต่อมาใบและกิ่งจะเหี่ยวจากส่วยยอด ใบแห้งและร่วงหล่นไปเมื่อขุดดูจะพบว่ารากเน่าเปื่อย เป็นสีน้ำตาลปนดำ เปลือกรากและเปลือกบริเวณโคนต้นที่เชื้อเข้าทำลายจะเปื่อยหลุดออก โดยง่ายและมีกลิ่นเหม็น

     วิธีป้องกันกำจัด

๑.ขุดต้นที่เป็นโรครากเน่าและเศษรากออกให้หมดแล้วเผาทำลาย

๒.ในการพรวนดินให้ระมัดระวังอย่าให้เกิดรอยแผลที่รากหม่อน

๓.การตัดแต่งกิ่งควรใช้กรรไกรตัดกิ่ง ไม่ควรใช้มีดตัดเพื่อหลีกเลี่ยงการกระเทือนต่อระบบราก

๔.ใช้พันธุ์หม่อนทนทาน เช่น ไผ่หรือ คุณไพ เป็นต้นตอและติดตาด้วยพันธุ์หม่อนที่ให้ผลผลิตสูง

     ๒.โรคราแป้ง มักพบในสวนหม่อนตลอดปี และมีการเกิดทั่วไปทุกแห่ง ใบหม่อนที่เป็นโรคไม่เหมาะที่จะนำไปเลี้ยงไหม

     สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา

     การระบาด ลมพัดพาไป ไรแดงและแมลงอื่น ๆ นำไปมักจะระบาดมาก ในเวลาที่มีอากาศชื้นจัดแต่ไม่มีฝนตก

     ลักษณะอาการ บริเวณใต้ใบจะมีรากขึ้น เป็นผงสีขาวคล้ายแป้ง บางครั้งจะพบสีขาวขึ้นบนใบด้วย ต่อมาจะมีจุดเล็ก ๆ สีเหลืองแล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและสีดำในที่สุด มักจะเป็นกับใบแก่ ๆ มากกว่าใบอ่อน ใบที่เป็นโรคจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลือง แห้ง กรอบและร่วงหล่นในที่สุด โดยมากจะพบไรแดงตามใบที่เป็นโรค ไรแดงชอบดูดน้ำเลี้ยงตามท้องใบของหม่อน ถ้าอากาศแห้งไรแดงยิ่งเพิ่มมากขึ้น

     ๓.โรคใบด่าง

     สาเหตุ เกิดจากเชื้อไวรัส

     ลักษณะอาการ ใบมักจะบิดเบี้ยวม้วนลงเป็นรูปถ้วย หรือเป็นใบเฟิน บริเวณแผ่นใบ สีเหลืองซีดใบด่างเหลืองเข้มต้นที่ถูกทำลายจะแคระแกร็น ไม่ค่อยแตกกิ่ง ขนาดใบเล็กกว่าปกติ มักจะพบในช่วงฤดูแล้ง อาการของโรค จะรุนแรงมากกว่าฤดูหนาว

     วิธีป้องกันกำจัด

     ๑. ถอนและแยกต้นที่แสดงอาการของโรคใบด่าง ทำลาย

     ๒.การเลือกพันธุ์ปลูกใหม่ ควรเลือกกิ่งพันธุ์ที่มาจากแหล่งที่ปลอดจากโรคนี้ หรือใช้พันธุ์หม่อนศรีสะเกษ ๓๓

     ๔.โรคแบคทีเรียลไบลท์ (โรคใบไหม้ หรือ กิ่งไหม้)

     สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย

     ลักษณะอาการ จะเกิดบริเวณใบและกิ่งใบที่เป็นโรคนี้จะมีลักษณะเป็นจุดสีเทาเล็ก ๆ ฉ่ำน้ำ จุดนี้จะพบขยายลุกลามกลายเป็นสีเหลืองปนน้ำตาลลักษณะของแผล จะเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดแตกต่างกันไปหากมีระบาดรุนแรงบนใบจะขยายติดต่อกัน ทำให้ใบเหลืองแห้งร่วงหล่นในที่สุด ถ้าโรคนี้เกิดบนกิ่งจะมีลักษณะ เป็นแผลสีน้ำตาลปนดำเมื่อมีอาการรุนแรงจะถูกลมพัดกิ่งที่เป็นโรคจะหักง่าย

     การระบาด พบมากในฤดูฝน

     การป้องกันกำจัด

     ๑.รวบรวมใบและกิ่งที่เป็นโรคเผาทำลาย

     ๒.ใช้วิธีการตัดแต่งแบบครึ่งต้น

     ๕.โรคราสนิม

     สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา

     ลักษณะอาการ ด้านใต้ใบจะมีลักษณะเป็นจุดนูน สีน้ำตาลคล้ายสนิมเหล็ก บางพื้นที่จะเป็นสีน้ำตาลแต่ในบางพื้นที่จะพบเป็นสีน้ำตาลเข้ม เมื่อระบาดรุนแรงใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และร่วงหล่น ไปพบระบาดรุนแรง ในช่วงปลายฤดูฝน และพบในบางท้องที่

     วิธีป้องกันกำจัด

ในพื้นที่ที่มีโรคระบาดอย่างรุนแรง ควรหลีกเลี่ยงการใช้พันธุ์หม่อนบุรีรัมย์ ๖๐ ควรตัดแต่งกิ่งหม่อนให้ โปร่งเพื่อให้ได้รับแสงแดดและมีการการถ่ายเทอากาศดี ควรเก็บเกี่ยวโดยวิธีตัดแต่ง และเก็บใบจะช่วยลดการระบาดของโรคนี้

แมลงศัตรูหม่อน

     แมลงศัตรูหม่อนแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ

     ๑.ประเภทปากกัด ได้แก่ ด้วงเจาะลำต้น แมลงค่อมทองหนอนกระทู้หม่อน หนอนม้วนใบและปลวก

     ๒.ประเภทปากดูด ได้แก่ เพลี้ยไฟ เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอยดำ เพลี้ยหอยนิ่ม แมลงหวี่ขาวและไรแดง

     ๑.ด้วงเจาะลำต้นหม่อน

     การระบาดและการทำลายสามารถขยายพันธุ์ได้ปีละ ๑ ชั่ว ตัว เต็มวัยกัดกินยอดอ่อนประมาณเดือนกรกฎาคม - ตุลาคม ในเดือนสิงหาคม - ตุลาคม เริ่มการวางไข่มากขึ้นในเดือนกันยายน ตัวอ่อนที่ฟักออกมาจะกัดกินเนื้อไม้อยู่ภายในกิ่งและเจาะรูทะลุผิว เปลือกออกมาเพื่อเป็นที่ถ่ายเทอากาศและถ่ายมูลออกมาหนอน จะเจริญเติบโตอยู่ภายในต้นหม่อน และออกมาเป็นตัวเต็มวัยในปีต่อไป

     การป้องกันกำจัด

     ๑.หมั่นตรวจแปลงหม่อน ถ้าพบตัวเต็มวัยให้ทำลายเสีย

     ๒.ถ้าพบไข่ให้ใช้เหล็กหรือไม้แหลมแทงบริเวณแผลที่วางไข่

     ๓.ถ้าด้วงเจาะลำต้นออกเป็นตัวหนอน กินอยู่ภายในกิ่งหม่อนแต่ยังไม่ถึงต้นตอหม่อน ควรตัดออกเอากิ่งเอากิ่งไปเผาทำลาย

     ๔.ใช้สารเคมีประเภทถูกตัวตายหรือกินตาย ฉีดลงรูแล้วใช้ดินเหนียวหรือดินน้ำมันอุดรูไว้และควรทำในช่วงการตัดต่ำ

     ๕.ในช่วงที่ระบาดมาก ๆ ตัวเต็มวัยจะบินมาเล่นไฟตอนกลาง คืน ให้ดักจับทำลายเสีย

     ๒.เพลี้ยไฟ

     เป็นแมลงปากดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบหม่อนทั้งในระยะที่เป็น ตัวเต็มวัยและตัวอ่อน

     การระบาดและการทำลาย

     มักจะพบในจำนวนน้อยในฤดูแล้ง แต่พบมากในฤดูฝนระยะฝนทิ้งช่วง เพลี้ยไฟขยายพันธุ์ได้ตลอดปี ไข่ของเพลี้ยไฟฝังอยู่ในเส้นใบไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ตัวอ่อนที่ฟักออกมาใหม่ ๆ มองเห็นคล้ายฝุ่นหรือรอยขีดเล็ก ๆ ตัวแก่มักกินตายยอดอ่อนหรือยอดแขนงที่แตกใหม่

     การป้องกันกำจัด

     ในแปลงหม่อนที่เพลี้ยไฟเข้าทำลาย จำเป็นต้องใช้สารเคมีกำจัด ซึ่งสารเคมีดังกล่าวควรจะพิษตกค้าง ไม่มากนักและไม่เป็นอันตรายต่อหนอนไหม

     ๓.เพลี้ยแป้ง

     เป็นแมลงปากดูด รูปร่างกลมรีคล้ายรูปไข่ ตัวเต็มวัยจะขับสาร สีขาว คล้ายแป้งออกมาปกคลุมตัว

    การระบาดและทำลาย

     มักพบการระบาดรุนแรงในเดือน มีนาคม - กรกฎาคม ในพื้นที่บางแห่งอาจพบว่ามีระบาดในช่วงฤดูฝนกับฤดูหนาวเดือนตุลาคม - ธันวาคม เพลี้ยแป้งจะเกาะดูดกินน้ำเลี้ยงตามส่วนอ่อนของหม่อน เช่น ยอดอ่อน ซอกตาที่แตกใหม่และโคนใบ ทำให้ใบหงิกงอ แคระ แกร็น ใบจะหนา และมีสีเขียวเข้ม ส่วนยอดชะงักการเจริญเติบโต ข้อจะถี่ กิ่งบวม เปราะและหักง่าย ชาวบ้านเรียกว่า "โรคกูด" หรือ "หัวนกเค้า"

     การป้องกันกำจัด

     ๑.หมั่นตรวจสอบแปลงหม่อนในช่วง เมษายน - กรกฎาคม และช่วง ตุลาคม - ธันวาคม ตัดเอาส่วนที่หงิกงอที่มีเพลี้ยแป้งเผาทำลาย

     ๒.การตรวจดูแลรักษาแปลงหม่อนอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดการระบาดของเพลี้ยแป้งได้ดี

     ๔.เพลี้ยหอยดำ

     เป็นแมลงปากดูด ลำตัวกลมรี มีกระดองหุ้ม คล้ายเต่า ลำตัวสีน้ำตาลเข้มหรือดำ ตัวเมีย ๑ ตัววางไข่ได้ ๓๐๐-๖๐๐ ฟอง จะคลานอยู่ตามกิ่งหรือถูกมดคาบไปตามส่วนอื่นของลำต้นใกล้เคียง สามารถขยายพันธุ์โดยไม่ต้องผสมพันธุ์

     การระบาดและทำลาย

     พบว่ามีการระบาดตลอดปี ในช่วงเดือนสิงหาคม-มีนาคม พบมากในเดือนพฤศจิกายน - มีนาคม ตัวอ่อนจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อนส่วนยอดและตาข้าง ทำให้หม่อนอ่อนแอใบมีคุณภาพต่ำ เพลี้ยหอยดำยังขับถ่ายมูลเป็นน้ำหวาน ซึ่งเป็นแหล่งเพาะเชื้อราดำ ทำให้ใบหม่อนเปื้อนและเหนียว ไม่เหมาะที่จะนำไปเลี้ยงไหม

     การป้องกันกำจัด

๑.หมั่นตรวจแปลงหม่อน คัดกิ่งที่มีเพลี้ยหอยดำ ระบาดอยู่เผาทำลาย

๒.ทำการตัดแต่ง ดูแลรักษาแปลงหม่อนตามคำแนะนำ

๓.กำจัดพาหะในการแพร่ระบาด เช่น มดดำ หรือมดคันไฟ

๔.กิ่งพันธุ์นำไปปลูกควรปราศจากเพลี้ยหอยดำ

     ๕.แมลงหวี่ขาว

     แมลงหวี่ขาวเป็นแมลงศัตรูหม่อนที่ตัววัยมีปีก ๒ คู่ สีขาวอ่อน วางไข่เป็นฟองเดี่ยว ๆ ใต้ใบใกล้กับเส้นใบ หลังจากฟักออกจากไข่แล้วจะเคลื่อนไหวได้อยู่ระยะหนึ่งจึง หยุดนิ่งดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณนั้นจนเข้าดักแด้ตัวอ่อนสีเหลืองใส หรือเหลืองอมเขียวอ่อน ๆ ระยะดักแด้จะมีลักษณะเป็นเกล็ดสีฟ้า ใสปกคลุม มักพบบริเวณใต้ใบล่าง ๆ จากนั้นจะฟักออกเป็นตัวเต็มวัย

     การระบาดและทำลาย

     ระบาดทั่วไปในสวนหม่อนตลอดทั้งปี จะระบาดมากในช่วงปลาย-ฝนและฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนสิงหาคม-มกราคม ตัวเต็มวัยพบใต้ใบที่โตเต็มที่ดักแด้จะพบในส่วนของกิ่ง แมลงหวี่ขาวจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบเป็นอาหารอละถ่ายมูลเป็นน้ำหวานออกมาบนใบหม่อน ซึ่งเป็นอาหารอย่างดีของราดำ ถ้ามีการระบาดรุนแรงทั้งราดำและแมลงหวี่ ขาวจะมีผลทำให้ใบหม่อนไม่เหมาะสมต่อการเลี้ยงไหมวัยแก่ ในส่วนล่างจะเหลืองและร่วงหล่น

 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet