การปลูกถั่วเขียว
posted on 08 Sep 2008 17:36 by mygirl121การปลูกถั่วเขียว
พันธุ์
ถั่วเขียวเป็นพืชไร่ที่มีอายุสั้นเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย สามารถปลูกได้ตลอดปี คือ ฤดูแล้งหลังการทำนาปี ต้นฤดูฝน และปลายฤดูฝนหลังเก็บเกี่ยวพืชไร่หลักเช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ปอ เป็นต้น พื้นที่ปลูกถั่วเขียวในแต่ละปี ประมาณ 3 ล้านไร่ และ 3 ใน 4 เป็นพื้นที่ปลูกถั่วเขียวผิวมัน ซึ่งมีแหล่งปลูกที่สำคัญคือ เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี ขอนแก่น ชัยภูมิ เป็นต้น โดยพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นการปลูกถั่วเขียวปลายฤดูฝน ส่วนถั่วเขียวผิวดำมีแหล่งปลูกอยู่ที่ นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ พิจิตร อุทัยธานี ลพบุรี กำแพงเพชร พิษณุโลก สุโขทัย และอุตรดิตถ์
พันธุ์แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. ถั่วเขียวผิวมัน ได้แก่ พันธุ์อู่ทอง 1 กำแพงแสน 1 ชัยนาท 60 และ 36, มอ. 1 เป็นต้น
2. ถั่วเขียวผิวดำ ได้แก่ พันธุ์อู่ทอง 2 และพิษณุโลก 2 ซึ่งมีตลาดรับซื้อจำกัดกว่าถั่วเขียวผิวมัน
ลักษณะประจำพันธุ์ถั่วเขียวผิวมัน
1. พันธุ์อู่ทอง 1 ฝักแก่สีดำและค่อนข้างยาว ไม่แตกง่าย เมล็ดสีเขียวมัน อายุเก็บเกี่ยว 60-70 วัน ให้ผลผลิต 165 กิโลกรัม/ไร่ ไม่ต้านทานโรคใบจุด จึงควรปลูกในฤดูแล้ง ลักษณะเด่น ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้กว้าง และทนทานต่อสภาพดินด่าง เช่น ดินชุดตาคลี (ความเป็นกรด-ด่างของดิน 7-8) ลักษณะด้อย ฝักอยู่ในทรงพุ่มทำให้มีปัญหาเวลาเก็บเกี่ยวอ่อนแอต่อโรคใบจุดและราแป้ง และการหักล้มของลำต้นค่อนข้างสูง
2. พันธุ์กำแพงแสน 1 ฝักแก่สีดำ เมล็ดสีเขียวมัน อายุเก็บเกี่ยว 65-75 วัน ให้ผลผลิต 202 กิโลกรัม/ไร่ สามารถปลูกได้ตลอดปีในเขตชลประทาน ลักษณะเด่น ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้กว้าง ฝักอยู่เหนือทรงพุ่ม ต้านทานต่อการหักล้ม ต้านทานต่อโรคใบจุดและราแป้งปานกลาง ลักษณะด้อย ให้ผลผลิตค่อนข้างต่ำเมื่อปลูกในดินด่าง
3. พันธุ์กำแพงแสน 2 ฝักแก่สีดำ เมล็ดสีเขียวมัน อายุเก็บเกี่ยว 65-75 วัน ให้ผลผลิต 189 กิโลกรัม/ไร่ สามารถปลูกได้ตลอดปี ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์กำแพงแสน 1 เมื่อปลูกในฤดูแล้งนอกเขตชลประทาน ลักษณะเด่น ฝักอยู่เหนือทรงพุ่ม ต้านทานต่อการหักล้มในระดับสูงต้านทานต่อโรคใบจุดและราแป้ง ลักษณะด้อย ให้ผลผลิตต่ำเมื่อปลูกในดินด่าง
4.พันธุ์ชัยนาท 60 ฝักแก่สีดำ เมล็ดสีเขียวมัน อายุเก็บเกี่ยว 55 วัน เป็นพันธุ์อายุสั้น แต่ฝักแก่จะแตกง่าย จึงควรปลูกในฤดูฝนให้ผลผลิต 175 กิโลกรัม/ไร่ ลักษณะเด่น อายุเก็บเกี่ยวสั้น ฝักอยู่เหนือทรงพุ่ม ทนทานต่อสภาพดินด่าง ลักษณะด้อย อ่อนแอต่อโรคราแป้ง และฝักแก่จะแตกง่าย
5. พันธุ์ชัยนาท 36 ฝักแก่สีดำ ฝักดก เมล็ดสีเขียวมัน อายุเก็บเกี่ยว 67 วัน สามารถปลูกได้ตลอดปี ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์อื่น ๆ ลักษณะเด่น ให้ผลผลิตในทุกสภาพสูงกว่าพันธุ์มาตรฐานอื่น แม้แต่ปลูกในดินด่าง เมล็ดมีขนาดใหญ่และติดฝักดก ต้านทานโรคใบจุดสีน้ำตาลปานกลาง และเมื่อนำเมล็ดไปเพาะจะได้ต้นถั่วงอกสีขาวตามความต้องการของตลาด
การเปรียบเทียบลักษณะประจำพันธุ์ของถั่วเขียวผิวมันพันธุ์ต่าง ๆ ให้ผลดังนี้
| ลักษณะ | ชัยนาท 36 | ชัยนาท 60 | กำแพงแสน 1 | กำแพงแสน 2 |
|---|---|---|---|---|
| ผลผลิต(กก./ไร่) | 216 | 202 | 208 | 193 |
| น้ำหนัก 1,000 เมล็ด(กรัม) | 72.6 | 62.1 | 69.4 | 65.9 |
| อายุเก็บเกี่ยว(วัน) | 67 | 60 | 67 | 67 |
| ความสูงของต้น(ซม.) | 51 | 50 | 56 | 52 |
| จำนวนเมล็ดต่อฝัก | 11 | 10 | 11 | 12 |
| คะแนนการเป็นโรคใบจุด | 1.2 | 2.5 | 1.4 | 0.3 |
ที่มา : ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท, 2531
ลักษณะประจำพันธุ์ ถั่วเขียวผิวดำ
ถั่วเขียวผิวดำ มีพันธุ์ที่ใช้แนะนำส่งเสริม 2 พันธุ์ คือ พิษณุโลก 2 และอู่ทอง 2 ซึ่งมีข้อเปรียบเทียบลักษณะต่าง ๆ ระหว่างพันธุ์พิษรุโลก 2 กับ พันธุ์อู่ทอง 2 ดังนี้ (การเปรียบเทียบลักษณะต่าง ๆ ระหว่างถั่วเขียวผิวดำ 2 พันธุ์)
| ลักษณะ | พันธุ์พิษณุโลก 2 | พันธุ์อู่ทอง 2 |
|---|---|---|
| ขนาดใบ | ปานกลาง | ใหญ่ |
| การล้ม | ปานกลาง | มาก |
| อายุดอกบาน (วัน) | 33 | 39 |
| อายุเก็บเกี่ยว (วัน) | 77 | 86 |
| ความสูง | 57 | 72 |
| เมล็ดต่อฝัก | 7 | 7 |
| นน. 1,00 เมล็ด (กรัม) | 50 | 44 |
| ผลผลิต (กก./ไร่) | ||
| -ฤดูแล้ง (ม.ค.) | 190 | 171 |
| -ฤดูฝน (ส.ค.) | 229 | 238 |
| องค์ประกอบทางเคมีของเมล็ด (% ต่อน้ำหนัก) | ||
| แป้ง | 43 | 40 |
| โปรตีน | 24.8 | 26.6 |
| เยื่อใย | 4.0 | 5.8 |
| น้ำตาล | 5.4 | 4.0 |
ข้อจำกัดของการปลูกถั่วเขียวผิวดำในนาข้าวหลังเก็บเกี่ยวข้าว
การเลือกพื้นที่ เกษตรกรควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีระดับต่ำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวจัดระบายน้ำไม่ดี เนื่องจากการที่ต้นถั่วจะมีการเจริญเติบโตไม่ดี ต้นเตี้ยแคระแกรน แสดงอาการใบเหลืองและให้ผลผลิตต่ำ สำหรับพื้นที่ที่เหมาะสมควรเป็นพื้นที่ราบเรียบและลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย หรือดินร่วนเหนียวเพื่อสะดวกในการทดน้ำและระบายน้ำ หากเกษตรกรไม่สามารถหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่เป็นดินเหนียวจัดได้ควรยกร่องปลูก เพื่อสะดวกในการระบายน้ำออกจากแปลง
ช่วงเวลาปลูก การปลูกถั่วเขียวผิวดำในฤดูแล้งหลังเก็บเกี่ยวข้าว นอกจากจะช่วยประหยัดการใช้น้ำแล้ว ยังสามารถช่วยลดการเข้าทำลายของเชื้อราที่ติดไปกับเมล็ดได้อีกด้วย ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีตรงตามความต้องการของตลาดโดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนำเมล็ดถั่วเขียวผิวดำในฤดูแล้งหลังเก็บเกี่ยวข้าวมีเปอร์เซ็นต์ของเชื้อราติดไปกับเมล็ดน้อยมาก เกษตรกรสามารถปลูกถั่วเขียวผิวดำได้ตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงมกราคม ซึ่งถ้าหากปลูกล่าช้าเกินไปถึงเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคมจะทำให้ได้ผลิตต่ำและคุณภาพเมล็ดไม่ดี เนื่องจากในช่วงติดดอกและสร้างฝักจะมีอุณหภูมิสูง ทำให้ดอกและฝักร่อง และในช่วงเก็บเกี่ยวมีฝนตกฝั่งถั่วเขียวจะถูกฝนทำให้เกิดเชื้อรา เกษตรกรบางท้องที่ โดยเฉพาะเขตภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ซึ่งมีอุณหภูมิค่อนข้างต่ำในช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคม ควรหลีกเลี่ยงการปลูกถั่วเขียวผิดดำในฤดูแล้งเนื่องจากต้นถั่วเมื่อได้รับอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียสในระยะแรกจะทำให้ชะงักการเจริญเติบโต จะสังเกตเห็นต้นอ่อนไม่เจริญเติบโต คงมีแต่ใบเลี้ยง 2 ใบขนาดใหญ่ หนา และเขียวคล้ำกว่าปกติ ถึงแม้ว่าอากาศในระยะต่อไปจะร้อยขึ้น ส่วนยอดของถั่วก็จะไม่ฟื้นตัวและไม่เจริญเติบโตตามปกติ
พันธุ์ ควรเลือกใช้พันธุ์แนะนำที่ให้ผลผลิตสูงโดยเฉพาะพันธุ์พิษณุโลก 2 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีทรงพุ่มโปร่ง ตั้งตรง ขนาดเมล็ดโตและให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์อู่ทอง 2 ประมาณ 11 เปอร์เซ็นต์ เมื่อปลูกในฤดูแล้งและมีอายุเก็บเกี่ยวสั้นประมาณ 80 วัน การเตรียมดิน เกษตรกรสามารถปลูกถั่วเขียวผิวดำได้ทั้งในสภาพที่ไถพรวนและไม่ไถพรวน ในสภาพดินที่เป็นดินร่วนปนทราย การปลูกถั่วเขียวผิวดำโดยไม่ไถพรวนให้ผลผลิตใกล้เคียงกับการไถพรวนตามปกติ แต่ข้อจำกัดของวิธีการไม่ไถพรวนคือ เกษตรกรจะต้องควบคุมวัชพืชได้โดยเฉพาะลูกข้าว สำหรับวิธีการไถพรวนจะเหมาะสำหรับการปลูกในสภาพดินค่อนข้างเหนียว แต่ควรปลูกแบบยกร่องเพื่อระบายน้ำได้ดี
วิธีปลูก การปลูกถั่วเขียวผิวดำในฤดูแล้ง โดยเฉพาะพันธุ์พิษณุโลก 2 เกษตรกรควรเพิ่มอัตราปลูกให้สูงกว่าการปลูกในฤดูฝน เนื่องจากพิษณุโลก 2 เป็นพันธุ์ที่มีทรงพุ่มแคบ และในฤดูแล้งต้นถั่วเขียว มีการเจริญเติบโตทางลำต้นน้อยและไม่ทอดยอด ดังนั้นการปลูกโดยวิธีโรยเป็นแถว ระยะระหว่างแถว 50 เซ็นติเมตรถอนแยกให้เหลือ 20 ต้นต่อแถวยาว 1 เมตร หรือ 64,000 ต้นต่อไร่ สำหรับการปลูก โดยวิธีหว่านควรใช้เมล็ดอัตราประมาณ 5-7 กิโลกรัมต่อไร่ ร่วมกับการใช้สารกำจัดวัชพืชประเภทก่อนงอกหรือหลังงอก จึงจะให้ผลผลิตสูงใกล้เคียงกับการปลูกเป็นแถว
การกำจัดวัชพืช วัชพืชเป็นปัญหาที่สำคัญทำให้ผลผลิตลดลงมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ การให้น้ำชลประทานจะทำให้มีวัชพืชมากโดยเฉพาะข้าวที่ตกหล่นหลังเก็บเกี่ยวข้าว เกษตรกรจะต้องกำจัดลูกข้าวก่อนที่จะปลูกถั่วเขียวผิวดำ ซึ่งสามารถกำจัด โดยการเผาตอซังหรือการไถเตรียมดินและปล่อยน้ำเข้าแปลงทิ้งไว้ 1-2 สัปดาห์เพื่อให้เมล็ดข้าวงอกขึ้นมา หลังจากนั้นก็ทำการไถกลบ สำหรับการใช้สารกำจัดวัชพืชเกษตรกรควรฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืช ประเภทก่อนงอกทันทีหลังปลูก เช่น ดูอัลหรือแอลสโซ่ในอัตราแนะนำ สามารถควบคุมวัชพืชจำพวกใบแคบได้ดียกเว้นแห้วหมู หรืออาจจะใช้สารกำจัดวัชพืชประเภทหลังงอกฉีดพ่นในระยะหลังงอก นอกจากนี้เกษตรกรสามารถกำจัดวัชพืชด้วยวิธีการดายหญ้าประมาณ 1-2 ครั้ง โดยเข้าไปดายหญ้าครั้งแรกเมื่อถั่วเขียวอายุได้ 2 สัปดาห์หลังงอก
การให้น้ำชลประทาน ถั่วเขียวผิวดำต้องการน้ำมากกว่าถั่วเขียวผิวมันเนื่องจากมีอายุยาวกว่า การปลูกถั่วเขียวผิวดำ โดยให้น้ำเพียงครั้งเดียวก่อนปลูกจะทำให้ผลผลิตลดลงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ดังน้นพื้นที่ที่เหมาะสำหรับปลูกถั่วเขียวผิวดำในฤดูแล้ง จึงควรอยู่ในเขตโครงการส่งน้ำชลประทาฯหรือมีบ่อบาดาลน้ำตื้นหรือเขตสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ซึ่งเกษตรกรสามารถจะให้น้ำเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1-2 ครั้ง โดยเฉพาะในระยะออกดอกและสร้างฝักอ่อน ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตของถั่วเขียวผิวดำ
ฤดูปลูก
ฤดูปลูก แบ่งได้ 3 ฤดู คือ
1. ต้นฤดูฝน ปลูกในช่วงระหว่างเดือน พฤษภาคม-กรกฎาคม คิดเป็นผลผลิตประมาณร้อยละ 10 ของผลผลิตทั้งปี เป็นการปลูกก่อนทำนาหรือพืชไร่อื่น
2. ปลายฤดูฝน ปลูกในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน คิดเป็นผลผลิตประมาณร้อยละ 80 ของผลผลิตทั้งปี พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นที่ดอน เป็นการปลูกหลังเก็บเกี่ยวพืชไร่หลัก เช่น ข้าวโพด ผลผลิตที่ได้ค่อนข้างสูงและเมล็ดมีคุณภาพดี
3. ฤดูแล้ง จะปลูกในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว โดยอาศัยความชื้นในดิน ถ้าเก็บเกี่ยวข้าวช้าความชื้นในดินเหลือน้อย ควรมีการให้น้ำ 1-2 ครั้ง ควรระวังเรื่องอุณหภูมิ เพราะถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส ถั่วเขียวจะชะงักการเจริญเติบโต ควรรอให้อุณหภูมิสูงกว่านี้จึงค่อยปลูก โดยเฉพาะภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ควรปลูกหลังจากอากาศหนาวหมดไปแล้ว คือประมาณเดือนกุมภาพันธ์
หมายเหตุ สำหรับถั่วเขียวผิวดำพันธุ์พิษณุโลก 2 เมื่อปลูกในฤดูแล้งจะให้ผลผลิตสูง ส่วนพันธุ์อู่ทอง 2 ปลูกในฤดูฝนจะให้ผลผลิตสูง
ดินที่เหมาะสม
ดินที่เหมาะสม ดินที่เหมาะสมกับถั่วเขียวคือดินเหนียวหรือร่วนเหนียวเกาะตัวกันเป็นโครงสร้างที่โปร่ง ถ่ายเทอากาศและระบายน้ำได้ดี หน้าดินลึกมีอินทรียวัตถุสูงความเป็นกรด-ด่างของดินอยู่ระหว่าง 6.5-7 และไม่มีน้ำขัง การเตรียมดินที่ดีทำให้เมล็ดงอกงามได้เร็วและช่วกยำจัดวัชพืช ถ้าดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาวหรือหินฟอสเฟต 100-200 กิโลกรัม/ไร่ โดยหว่านพ้อมกับการไถพรวนดินวิธีปลูก
วิธีปลูก ก่อนปลูกควรทดสอบความงอกของเมล็ดพันธุ์ ถ้ามีความงอกต่ำกว่าร้อยละ 80 ควรเพิ่มจำนวนเมล็ดพันธุ์ที่จะใช้ปลูกให้มากขึ้น วิธีปลูกทำได้ 2 แบบคือ
1. ปลูกแบบหว่าน ควรเตรียมแปลงปลูกให้ดีแล้วหว่านเมล็ดพันธุ์ให้สม่ำเสมอ มิฉะนั้นผลผลิตจะต่ำ คุณภาพเมล็ดลดลง การหว่านที่เหมาะสมคือใช้เมล็ดพันธุ์ 4-5 กิโลกรัม หว่านอย่างสม่ำเสมอในเนื้อที่ 1 ไร่ (แต่ถ้าใช้พันธุ์ชัยนาท 60 ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ 7 กิโลกรัม/ไร่)
2. ปลูกแบบเป็นแถว ใช้ระยะแถว 50 เซนติเมตร ระยะหลุม 20 เซนติเมตร หยอดหลุมละ 3-4 เมล็ด หรือจะโดยเป็นแถวหลังจากงอกแล้วถอนให้เหลือ 15-20 ตัน/แถวยาว 1 เมตร (แต่ถ้าเป็นพันธุ์ชัยนาท 60 ถอนให้เหลือ 20-30 ต้น/เมตร)
การคลุกเชื้อไรโซเบียม
เพื่อเพิ่มผลผลิตของถั่วเขียวก่อนปลูกควรคลุมเมล็ดพันธุ์ด้วยเชื้อไรโซเบียม โดยใช้เชื้อไรโซเบียมสำหรับถั่วเขียวในอัตรา 1 ถึง (200 กรัม) คลุมเมล็ดพันธุ์ 5-7 กิโลกรัม (สำหรับปลูกได้ 1 ไร่) โดยเคล้าเมล็ดถั่วเขียวด้วยน้ำหรือแป้งเปียกใส่ให้ทั่ว เทเชื้อไรโซเบียมลงคลุมกับเมล็ดพันธุ์ให้ทั่วถึงและสม่ำเสมอ แล้วนำไปปลูกทันทีและเมื่อ หยอดเมล็ดแล้วควรกลบดินทันทีเพื่อมิให้เชื้อไรโซเบียมถูกแดดเผาเพราะจะทำให้เชื้อตายได้การใส่ปุ๋ย
ใช้ปุ๋ย 12-24-12 อัตรา 20-30 กิโลกรัม/ไร่ หรือ 16-20-0 อัตรา 20-25 กิโลกรัม/ไร่ โดยเปิดร่องให้ลึก 6-8 นิ้ว โรยปุ๋ยทั้งหมดที่ก้นหลุมแล้วกลบด้วยดิน แล้วจึงหยอดเมล็ดลงไปกลบดินบาง ๆ ให้เมล็ดถั่วอยู่ใต้ผิวดิน 1-2 นิ้ว เมื่อต้นถั่วงอกออกมาจะใช้ปุ๋ยทันที
การกำจัดวัชพืช
ใช้สารเคมีประเภทควบคุมวัชพืชชนิดก่อนงอก เช่น แลสโซหรือดูอัล โดยพ่นทันทีหลังปลูกถั่วเขียวเสร็จ และก่อนถั่วจะออกดอกใช้แรงคนดายหญ้า 1-2 ครั้งก็เพียงพอ
ในขณะเตรียมดิน ควรไถ 2 ครั้ง ไถครั้งแรกแล้วตากดินทิ้งไว้ 10-15 วัน เพื่อทำลายวัชพืช แล้วจึงไถอีกครั้งหนึ่ง
โดยปกติการปลูกถั่วเขียวแบบหว่านเกษตรกรจะไม่กำจัดวัชพืชเลย ในระยะเดือนแรกหลังจากปลูกแล้ว ถั่วเขียวจะเจริญเติบโตช้ากว่าวัชพืช ทำให้วัชพืชแย่งน้ำอาหารและแสงแดด ทำใหัถั่วเขียวเจริญเติบโตไม่ดีและผลผลิตลดลง ดังนี้น การปลูกถั่วเขียว เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงต้องคำนึงถึงปัญหาวัชพืช ควรกำจัดวัชพืชอย่างน้อย 1-2 ครั้ง ทุก 15 วัน หลังจากปลูกจากนี้แล้วถั่วเขียวจะเจริญเติบโต อย่างรวดเร็วจนพุ่มใบชนกันจึงไม่จำเป็นต้องกำจัดวัชพืชอีก
โรคและแมลงศัตรูถั่วเขียว
โรคถั่วเขียวที่สำคัญ และการป้องกันกำจัด มีดังนี้
1. โรครากและโคนเน่า โรคนี้เกิดกับถั่วเขียวตั้งแต่ระยะต้นกล้าไปจนถึงระยะเก็บเกี่ยว เกิดได้ทั้งในช่วงฝนชุกและฝนแล้ง ซึ่งมีลักษณะอาการดังนี้
1.1 ในช่วงฝนชุก บริเวณที่เป็นโรคจะเน่ามีสีน้ำตาลอ่อนและ จะเห็นเส้นใยละเอียดสีขาวฟูขึ้นมาจากส่วนที่เกิดโรค
1.2 ในช่วงแล้ง บริเวณโคนต้นหรือรากพืชที่เป็นโรคจะมีสีน้ำตาลมีเส้นใยสีขาวหยาบ ๆ ติดอยู่กับโค้นต้นหรือรากพืช การป้องกันกำจัด หากมีโรคโคนเน่าระบาด ควรคลุมเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารเคมีเอพรอน 35% อัตรา 5 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม หรือคลุมด้วยไวตาแวซ์ อัตรา 3 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม หรือพ่นด้วยเทอราคลอร์เมื่อมีการระบาดของโรค ควรเก็บต้นที่เป็นโรคไปเผาทำลาย รวมทั้งการเตรียมดินให้มีการระบายน้ำดีจะช่วยป้องกันโรคน้ำได้อีกทางหนึ่ง
3. โรครากดำ ระบาดในระยะแก่ใกล้เก็บเกี่ยว ทำให้ถั่วที่เป็นโรคแก่ก่อนแปลงที่ไม่เป็นโรค เมล็ดลีบไม่สมบูรณ์มีผลกระทบต่อผลผลิตได้มาก อาการเริ่มต้นคือ ใบสีเหลืองซีดแล้วแห้งกรอบ เมื่อเป็นมากจะยืนต้นตาย เมื่อถอนต้นถั่วขึ้นมาดู จะพบว่าบริเวณรากจะมีเมล็ดคล้ายผงถ่านสีดำมองเห็นด้วยตาเปล่า เชื้อราจะเข้าทำลายจากปลายรากฝอยลามขึ้นมาสู่ระบบรากที่เหนือขึ้นมา การป้องกันกำจัด
3.1 เตรียมดินให้ดี มีการระบายน้ำดีอย่าให้มีน้ำขังในแปลงปลูก
3.2 ปลูกพืชหมุนเวียน เพื่อป้องกันเชื้อราอาศัยอยู่ในเศษซากพืชและสะสมในดิน
3.3 ถอนต้นที่เป็นโรคและเผาทิ้งทันทีที่พบ
3.4 คลุมเมล็ดก่อนปลูกด้วยสารเคมี เช่น แคปแทน อัตรา 2.5 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม
แมลงศัตรูถั่วเขียว
แมลงศัตรูถั่วเขียวที่สำคัญและการป้องกันกำจัด มีดังนี้
1. หนอนแมลงวันเจาะลำต้น เริ่มทำลายตั้งแต่ถั่วเขียวมีใบจริงคู่แรก และเป็นอันตรายมากที่สุดเมื่อต้นยังเล็ก ตัวหนอนจะไชชอนและกัดกินภายในลำต้น ในแหล่งที่ปลูกเป็นประจำควรปลูกถั่วเขียวให้เร็วที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงการระบาด การป้องกันกำจัดด้วยสารเคมีกำจัดแมลง ควรพ่นด้วยสารประเภทดูดซึม เช่น คาร์โบซัลแฟน 20% อัตรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
2. หนอนเจาะดอกและฝัก เข้าทำลายตั้งแต่ระยะเป็นดอกจนถึงฝักเริ่มแก่ โดยเจาะฝักอ่อนเล็ก ๆ ภายในดอก เมื่อเป็นฝักก็จะกินเมล็ดภายในฝักทำให้กำจัดได้ยาก ควรตราวจดูอยู่เสมอเมื่อ ถั่วออกดอกเป็นแมลงที่สำคัญที่สุดของถั่วเขียวผิวมันและผิวดำในปัจจุบันทำให้ผลผลิตเสียหายเกือบ 100% ตัวหนอนไชชอนเข้าไปกัดกินภายในดอกและฝัก ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการป้องกัน ฉะนั้นในแหล่งที่มีแมลงศัตรูนี้ระบาดอยู่เป็นประจำควรหมั่นดูแลถั่วอยู่เสมอ โดยเฉพาะในระยะออกดอก หากพบการทำลายเฉลี่ยมากกว่า 1 ดอกต่อถั่ว 1 ต้น ควรพ่นด้วยโมโนโครโตฟอส 56% อัตรา 40-50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร หรือไซฮาโลทริน แอล 5% อัตรา 10 ซีซ๊ ต่อน้ำ 20 ลิตร3. หนอนกินใบ ได้แก่ หนอนกระทู้ผัก หนอนม้วนใบ ระบาดมากในฤดูแล้ง กัดกินใบ เมื่อต้นถั่วยังเล็กอยู่ทำให้ต้นถั่วตายได้ การป้องกันกำจัด ใช้โมโนโครโตฟอส (อโซดริน) อัตรา 30-50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร เมื่อใบถั่วถูกทำลายถึง 30% ขณะยังเล็กอยู่
4. เพลี้ยไฟ ระบาดมากในฤดูแล้งหรือมีช่วงแล้งนาน ๆ จะดูดกินน้ำเลี้ยงที่ใบและยอดต้นถั่วทำให้ประสิทธิภาพในการปรุงอาหารลดลง ดอกจึงร่วงง่าย ใบหงิกงอ ตนแคระเกร็น
การป้องกันกำจัด ใช้ไตรอโซฟอส (ฮอสตาธีออน) อัตรา 50-60 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
5. ไรขาว มักทะลายระยะถั่วออกดอก ทำให้ใบที่เกิดใหม่เล็กผิดปกติ หยาบกร้านและยอดหด
การป้องกันกำจัด ใช้สารโมโนโครโตฟอส (อโซดริน) พ่น 2-3 ครั้ง ทุก ๆ 7 วัน ระยะถั่วออกดอกถึงติดฝักอ่อนเมื่อใบถูกทำลายถึง 30%
การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์
การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ เมล็ดที่จะเก็บไว้ทำพันธุ์ ควรตากแดดให้แห้งสนิทแล้วเก็บในภาชนะที่ปิดสนิท เก็บไว้ในที่ร่ม อากาศถ่ายเทได้ดี จะสามารถเก็บไว้ทำพันธุ์ข้ามปีได้ โดยความงอกไม่เปลี่ยนแปลงมากนักคุณค่าทางอาหารและประโยชน์ของถั่วเขียว
| ประเภท | โปรตีน(%) | แป้ง(%) | ไขมัน(%) |
|---|---|---|---|
| เมล็ดถั่วเขียว | 23.4 | 64.0 | 1.2 |
| แป้งถั่วเขียว | 0.2 | 85.5 | 0.2 |
| ถั่วงอก | 3.8 | 6.6 | 0.2 |
| วุ้นเส้น | 0.13 | 82.9 | 0.6 |
ที่มา : วิมลศีร เทวะผลิต กองเกษตรเคมี, กรมวิชาการเกษตร ตามตารางข้างบนนี้ สามารถจำแนกคุณประโยชน์ของถั่วเขียวได้ดังนี้
1. นำไปทำเป็นแป้งถั่วเขียว ซึ่งเป็นแป้งชั้นดี สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร
2. เป็นแหล่งอาหารโปรตีนได้ โดยใช้แทนอาหารโปรตีนในกรณีที่ขาดแคลนเนื้อสัตว์
3. มีปริมาณไวตามินและเกลือแร่หลายชนิด โดยเฉพาะแคลเซียมฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก
4. ใช้เพาะถั่วงอก ซึ่งนำมาประกอบอาหารกันแทบทุกครัวเรือนรวมไปถึงร้านอาหาร ซึ่งต้องใช้ถั่วงอกปรุงอาหารในปริมาณมากในแต่ละวัน ดังนั้น ถั่วเขียวจึงนับได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจอย่างหนึ่งที่ต้องการบริโภคอย่างไม่มีขีดจำกัด ซึ่งนับวันก็จะเพิ่มความต้องการบริโภคมากขึ้น จึงนับเป็นพืชอย่างหนึ่งที่มีคุณค่า และสนับสนุนให้ปลูกกันมากยิ่งขึ้น
การเก็บเกี่ยวและนวด
เมื่อฝักถั่วเขียวเปลี่ยนเป็นสีดำจำนวนมากแล้ว จึงทำการเก็บเกี่ยวพันธุ์ถั่วเขียวที่แนะนำสามารถรอให้แก่พร้อม ๆ กันแล้วเก็บครั้งเดียวหรือจะเก็บ 2-3 ครั้งก็ได้ โดยใช้เคียวเกี่ยวทั้งต้นนำมาตากแดดให้แห้งกรอบจะ ทำให้สะดวกต่อการนวดหรือเก็บเฉพาะฝักแก่แล้วนำมาตากให้แห้งสนิท จึงทำการนวดต่อไปต้องระวังอย่าให้ฝักหรือเมล็ดถูกฝนเพราะคุณภาพเมล็ดจะไม่ดี และควรหลีกเลี่ยงการตากบนลานดินที่มีความชื้นสูง เพราะจะทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย
สำหรับถั่วเขียวผิวดำ ควรเก็บเกี่ยวเมื่อมีฝักแก่ 90% ซึ่งถั่วจะมีอายุประมาณ 77-80 วัน ไม่ควรทิ้งไว้ในแปลงนานจะทำให้คุณภาพต่ำและติดเชื้อรา ซึ่งเมือนำไปเพาะเป็นถั่วงอกแล้ว ทำให้ถั่วงอกเน่า การนวดอาจจะใช้ไม้ฝาดใช้วัว-ควายย่ำ หรือใช้เครื่องนวดก็ได้
ถั่วเขียวผิวดำพันธุ์พิษณุโลก 2ถั่วเขียวผิวดำพันธุ์พิษณุโลก 2 (ชื่อเดิม พี.ไอ. 288603) เป็นสายพันธุ์ที่ได้รับจากแหล่งรวบรวมพันธุ์ของศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักแห่งเอเชีย เมื่อปี พ.ศ. 2520 มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย หลังจากการคัดเลือกหลายชั่วจนได้สายพันธุ์ดีแล้วจึงนำเข้าประเมินผลผลิตตามขั้นตอนต่างๆ จนถึงทดสอบในไร่เกษตรกรในแหล่งปลูกถั่วเขียวผิวดำหลายท้องที่ พบว่าเป็นพันธุ์ที่มีลักษณะดีและได้รับการพิจารณารับรองให้เป็นพันธุ์แนะนำจากกรมวิชาการเกษตร เมื่อปี พศ 2533 เป็นต้นมา
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ลักษณะ | พันธุ์พิษณุโลก 2 | พันธุ์อู่ทอง 2 |
| ขนาดใบ | ปานกลาง | ใหญ่ |
| การล้ม | ปานกลาง | มาก |
| อายุดอกบาน (วัน) | 33 | 39 |
| อายุเก็บเกี่ยว (วัน) | 77 | 86 |
| ความสูง (ซม.) | 57 | 72 |
| เมล็ดต่อฝัก | 7 | 7 |
| นน. 1,000 เมล็ด (กรัม) | 50 | 44 |
| ผลผลิต (กก./ไร่) | ||
|
190 | 171 |
|
229 | 238 |
องค์ประกอบทางเคมีของเมล็ด (% ต่อน้ำหนัก)
| แป้ง | 43 | 40 |
| โปรตีน | 24.8 | 26.6 |
| เยื่อใย | 4.0 | 5.8 |
| น้ำตาล | 5.4 | 4.0 |
วิธีปลูกและอัตราปลูก
- โรยเป็นแถว ระยะแถว 50 ซม. จำนวน 20 ต้นต่อแถว ยาว 1 เมตร จะได้จำนวน 64,000 ต้น/ไร่
- หว่าน ใช้เมล็ดพันธุ์ในอัตรา 5-7 กก./ไร่
- การปลูกในนาตามหลังข้าว ต้องให้น้ำจนถึงเริ่มมีฝักแก่ หรือประมาณ 2 เดือน และควรมีร่องสำหรับระบายน้ำ
การดูแลรักษา
วัชพืชทำให้ผลผลิตลดถึง 40% จึงควรมีการกำจัดวัชพืช ถ้าปลูกเป็นแถว ควรมีการดายหญ้า 1-2 ครั้ง หรือใช้สารเคมีประเภทก่อนงอก เช่น แอสโซหรือดูอัล พ่นคุมหลังจากปลูก สำหรับการหว่านอัตราต่ำ (5 กก./ไร่) ควรพ่นสารเคมีคุมด้วยเช่นกัน แต่ถ้าหว่านหนาอาจไม่ต้องใช้สารเคมีก็ได้
แมลงศัตรูที่สำคัญ
1. หนอนแมลงวันเจาะลำต้น เริ่มทำลายตั้งแต่ถั่วเขียวมีใบจริงคู่แรก ตัวหนอนจะไชชอนและกัดกินภายในลำต้น ในแหล่งที่ปลูกเป็นประจำควรปลูกถั่วเขียวให้เร็วที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงการระบาดการป้องกันกำจัดด้วยสารเคมีกำจัดแมลง ควรพ่นด้วยสารประเภทดูดซึม เช่น คาร์โบซัลแฟน 20% อัตรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร

หนอนแมลงวันเจาะลำต้น
2. หนอนเจาะดอกและฝัก เป็นแมลงที่สำคัญที่สุดของถั่วเขียวผิวมันและผิวดำในปัจจุบันทำให้ผลผลิตเสียหายเกือบ 100% ตัวหนอนไชชอนเข้าไปกัดกินภายในดอกและฝัก ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการป้องกัน ฉะนั้นในแหล่งที่มีแมลงศัตรูนี้ระบาดอยู่เป็นประจำควรหมั่นดูแลถั่วอยู่เสมอโดยเฉพาะในระยะออกดอก หากพบการทำลายเฉลี่ยมากกว่า 1 ดอกต่อถั่ว 1 ต้น ควรพ่นด้วยโมโนโครโตฟอส 56% อัตรา 40-50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร หรือไซฮาโลทริน แอล 5% อัตรา 10 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร
การเก็บเกี่ยว
ควรเก็บเกี่ยวเมื่อมีฝักแก่ 90% ซึ่งถั่วจะมีอายุประมาณ 77-80 วัน ไม่ควรทิ้งไว้ในแปลงนานจะทำให้คุณภาพต่ำและติดเชื้อรา ซึ่งเมื่อนำไปเพาะเป็นถั่วงอกแล้ว ทำให้ถั่วงอกเน่า
การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์
สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว พิษณุโลก 2 ไว้ในห้องที่มีอุณหภูมิปกติได้นานถึง 10 เดือน โดยความงอกไม่เปลี่ยนแปลง
แหล่งเมล็ดพันธุ์
ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท ตู้ ปณ. 9 จ.ชัยนาท 17000 โทร. (056) 411857
สถานีทดลองพืชไร่พิษณุโลก อ.วังทอง จ.พิษณุโลก 65130 โทร. (055) 311368
สถานีทดลองพืชไร่ศรีสำโรง อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย 64120 โทร. (055) 681384
ศูนย์ขยายพันธุ์พืชต่างๆ ของกรมส่งเสริมการเกษตร
ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 4 จ. ชัยนาท โทร. (056) 411356
ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 1 จ.พิษณุโลก โทร. (055) 311618
ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 15 จ. นครสวรรค์ โทร. (056) 221766


#1 By (125.27.167.165) on 2008-12-28 13:50