การปลูกถั่วเขียว

posted on 08 Sep 2008 17:36 by mygirl121

การปลูกถั่วเขียว

พันธุ์

ถั่วเขียวเป็นพืชไร่ที่มีอายุสั้นเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย สามารถปลูกได้ตลอดปี คือ ฤดูแล้งหลังการทำนาปี ต้นฤดูฝน และปลายฤดูฝนหลังเก็บเกี่ยวพืชไร่หลักเช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ปอ เป็นต้น พื้นที่ปลูกถั่วเขียวในแต่ละปี ประมาณ 3 ล้านไร่ และ 3 ใน 4 เป็นพื้นที่ปลูกถั่วเขียวผิวมัน ซึ่งมีแหล่งปลูกที่สำคัญคือ เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี ขอนแก่น ชัยภูมิ เป็นต้น โดยพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นการปลูกถั่วเขียวปลายฤดูฝน ส่วนถั่วเขียวผิวดำมีแหล่งปลูกอยู่ที่ นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ พิจิตร อุทัยธานี ลพบุรี กำแพงเพชร พิษณุโลก สุโขทัย และอุตรดิตถ์

พันธุ์แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

1. ถั่วเขียวผิวมัน ได้แก่ พันธุ์อู่ทอง 1 กำแพงแสน 1 ชัยนาท 60 และ 36, มอ. 1 เป็นต้น

2. ถั่วเขียวผิวดำ ได้แก่ พันธุ์อู่ทอง 2 และพิษณุโลก 2 ซึ่งมีตลาดรับซื้อจำกัดกว่าถั่วเขียวผิวมัน

ลักษณะประจำพันธุ์ถั่วเขียวผิวมัน

1. พันธุ์อู่ทอง 1 ฝักแก่สีดำและค่อนข้างยาว ไม่แตกง่าย เมล็ดสีเขียวมัน อายุเก็บเกี่ยว 60-70 วัน ให้ผลผลิต 165 กิโลกรัม/ไร่ ไม่ต้านทานโรคใบจุด จึงควรปลูกในฤดูแล้ง ลักษณะเด่น ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้กว้าง และทนทานต่อสภาพดินด่าง เช่น ดินชุดตาคลี (ความเป็นกรด-ด่างของดิน 7-8) ลักษณะด้อย ฝักอยู่ในทรงพุ่มทำให้มีปัญหาเวลาเก็บเกี่ยวอ่อนแอต่อโรคใบจุดและราแป้ง และการหักล้มของลำต้นค่อนข้างสูง

2. พันธุ์กำแพงแสน 1 ฝักแก่สีดำ เมล็ดสีเขียวมัน อายุเก็บเกี่ยว 65-75 วัน ให้ผลผลิต 202 กิโลกรัม/ไร่ สามารถปลูกได้ตลอดปีในเขตชลประทาน ลักษณะเด่น ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้กว้าง ฝักอยู่เหนือทรงพุ่ม ต้านทานต่อการหักล้ม ต้านทานต่อโรคใบจุดและราแป้งปานกลาง ลักษณะด้อย ให้ผลผลิตค่อนข้างต่ำเมื่อปลูกในดินด่าง

3. พันธุ์กำแพงแสน 2 ฝักแก่สีดำ เมล็ดสีเขียวมัน อายุเก็บเกี่ยว 65-75 วัน ให้ผลผลิต 189 กิโลกรัม/ไร่ สามารถปลูกได้ตลอดปี ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์กำแพงแสน 1 เมื่อปลูกในฤดูแล้งนอกเขตชลประทาน ลักษณะเด่น ฝักอยู่เหนือทรงพุ่ม ต้านทานต่อการหักล้มในระดับสูงต้านทานต่อโรคใบจุดและราแป้ง ลักษณะด้อย ให้ผลผลิตต่ำเมื่อปลูกในดินด่าง

4.พันธุ์ชัยนาท 60 ฝักแก่สีดำ เมล็ดสีเขียวมัน อายุเก็บเกี่ยว 55 วัน เป็นพันธุ์อายุสั้น แต่ฝักแก่จะแตกง่าย จึงควรปลูกในฤดูฝนให้ผลผลิต 175 กิโลกรัม/ไร่ ลักษณะเด่น อายุเก็บเกี่ยวสั้น ฝักอยู่เหนือทรงพุ่ม ทนทานต่อสภาพดินด่าง ลักษณะด้อย อ่อนแอต่อโรคราแป้ง และฝักแก่จะแตกง่าย

5. พันธุ์ชัยนาท 36 ฝักแก่สีดำ ฝักดก เมล็ดสีเขียวมัน อายุเก็บเกี่ยว 67 วัน สามารถปลูกได้ตลอดปี ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์อื่น ๆ ลักษณะเด่น ให้ผลผลิตในทุกสภาพสูงกว่าพันธุ์มาตรฐานอื่น แม้แต่ปลูกในดินด่าง เมล็ดมีขนาดใหญ่และติดฝักดก ต้านทานโรคใบจุดสีน้ำตาลปานกลาง และเมื่อนำเมล็ดไปเพาะจะได้ต้นถั่วงอกสีขาวตามความต้องการของตลาด

การเปรียบเทียบลักษณะประจำพันธุ์ของถั่วเขียวผิวมันพันธุ์ต่าง ๆ ให้ผลดังนี้

ลักษณะ ชัยนาท 36 ชัยนาท 60 กำแพงแสน 1 กำแพงแสน 2
ผลผลิต(กก./ไร่) 216 202 208 193
น้ำหนัก 1,000 เมล็ด(กรัม) 72.6 62.1 69.4 65.9
อายุเก็บเกี่ยว(วัน) 67 60 67 67
ความสูงของต้น(ซม.) 51 50 56 52
จำนวนเมล็ดต่อฝัก 11 10 11 12
คะแนนการเป็นโรคใบจุด 1.2 2.5 1.4 0.3

ที่มา : ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท, 2531

ลักษณะประจำพันธุ์ ถั่วเขียวผิวดำ

ถั่วเขียวผิวดำ มีพันธุ์ที่ใช้แนะนำส่งเสริม 2 พันธุ์ คือ พิษณุโลก 2 และอู่ทอง 2 ซึ่งมีข้อเปรียบเทียบลักษณะต่าง ๆ ระหว่างพันธุ์พิษรุโลก 2 กับ พันธุ์อู่ทอง 2 ดังนี้ (การเปรียบเทียบลักษณะต่าง ๆ ระหว่างถั่วเขียวผิวดำ 2 พันธุ์)

ลักษณะ พันธุ์พิษณุโลก 2 พันธุ์อู่ทอง 2
ขนาดใบ ปานกลาง ใหญ่
การล้ม ปานกลาง มาก
อายุดอกบาน (วัน) 33 39
อายุเก็บเกี่ยว (วัน) 77 86
ความสูง 57 72
เมล็ดต่อฝัก 7 7
นน. 1,00 เมล็ด (กรัม) 50 44
ผลผลิต (กก./ไร่)
-ฤดูแล้ง (ม.ค.) 190 171
-ฤดูฝน (ส.ค.) 229 238
องค์ประกอบทางเคมีของเมล็ด (% ต่อน้ำหนัก)
แป้ง 43 40
โปรตีน 24.8 26.6
เยื่อใย 4.0 5.8
น้ำตาล 5.4 4.0


ข้อจำกัดของการปลูกถั่วเขียวผิวดำในนาข้าวหลังเก็บเกี่ยวข้าว

การเลือกพื้นที่ เกษตรกรควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีระดับต่ำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวจัดระบายน้ำไม่ดี เนื่องจากการที่ต้นถั่วจะมีการเจริญเติบโตไม่ดี ต้นเตี้ยแคระแกรน แสดงอาการใบเหลืองและให้ผลผลิตต่ำ สำหรับพื้นที่ที่เหมาะสมควรเป็นพื้นที่ราบเรียบและลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย หรือดินร่วนเหนียวเพื่อสะดวกในการทดน้ำและระบายน้ำ หากเกษตรกรไม่สามารถหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่เป็นดินเหนียวจัดได้ควรยกร่องปลูก เพื่อสะดวกในการระบายน้ำออกจากแปลง

ช่วงเวลาปลูก การปลูกถั่วเขียวผิวดำในฤดูแล้งหลังเก็บเกี่ยวข้าว นอกจากจะช่วยประหยัดการใช้น้ำแล้ว ยังสามารถช่วยลดการเข้าทำลายของเชื้อราที่ติดไปกับเมล็ดได้อีกด้วย ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีตรงตามความต้องการของตลาดโดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนำเมล็ดถั่วเขียวผิวดำในฤดูแล้งหลังเก็บเกี่ยวข้าวมีเปอร์เซ็นต์ของเชื้อราติดไปกับเมล็ดน้อยมาก เกษตรกรสามารถปลูกถั่วเขียวผิวดำได้ตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงมกราคม ซึ่งถ้าหากปลูกล่าช้าเกินไปถึงเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคมจะทำให้ได้ผลิตต่ำและคุณภาพเมล็ดไม่ดี เนื่องจากในช่วงติดดอกและสร้างฝักจะมีอุณหภูมิสูง ทำให้ดอกและฝักร่อง และในช่วงเก็บเกี่ยวมีฝนตกฝั่งถั่วเขียวจะถูกฝนทำให้เกิดเชื้อรา เกษตรกรบางท้องที่ โดยเฉพาะเขตภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ซึ่งมีอุณหภูมิค่อนข้างต่ำในช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคม ควรหลีกเลี่ยงการปลูกถั่วเขียวผิดดำในฤดูแล้งเนื่องจากต้นถั่วเมื่อได้รับอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียสในระยะแรกจะทำให้ชะงักการเจริญเติบโต จะสังเกตเห็นต้นอ่อนไม่เจริญเติบโต คงมีแต่ใบเลี้ยง 2 ใบขนาดใหญ่ หนา และเขียวคล้ำกว่าปกติ ถึงแม้ว่าอากาศในระยะต่อไปจะร้อยขึ้น ส่วนยอดของถั่วก็จะไม่ฟื้นตัวและไม่เจริญเติบโตตามปกติ

พันธุ์ ควรเลือกใช้พันธุ์แนะนำที่ให้ผลผลิตสูงโดยเฉพาะพันธุ์พิษณุโลก 2 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีทรงพุ่มโปร่ง ตั้งตรง ขนาดเมล็ดโตและให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์อู่ทอง 2 ประมาณ 11 เปอร์เซ็นต์ เมื่อปลูกในฤดูแล้งและมีอายุเก็บเกี่ยวสั้นประมาณ 80 วัน การเตรียมดิน เกษตรกรสามารถปลูกถั่วเขียวผิวดำได้ทั้งในสภาพที่ไถพรวนและไม่ไถพรวน ในสภาพดินที่เป็นดินร่วนปนทราย การปลูกถั่วเขียวผิวดำโดยไม่ไถพรวนให้ผลผลิตใกล้เคียงกับการไถพรวนตามปกติ แต่ข้อจำกัดของวิธีการไม่ไถพรวนคือ เกษตรกรจะต้องควบคุมวัชพืชได้โดยเฉพาะลูกข้าว สำหรับวิธีการไถพรวนจะเหมาะสำหรับการปลูกในสภาพดินค่อนข้างเหนียว แต่ควรปลูกแบบยกร่องเพื่อระบายน้ำได้ดี

วิธีปลูก การปลูกถั่วเขียวผิวดำในฤดูแล้ง โดยเฉพาะพันธุ์พิษณุโลก 2 เกษตรกรควรเพิ่มอัตราปลูกให้สูงกว่าการปลูกในฤดูฝน เนื่องจากพิษณุโลก 2 เป็นพันธุ์ที่มีทรงพุ่มแคบ และในฤดูแล้งต้นถั่วเขียว มีการเจริญเติบโตทางลำต้นน้อยและไม่ทอดยอด ดังนั้นการปลูกโดยวิธีโรยเป็นแถว ระยะระหว่างแถว 50 เซ็นติเมตรถอนแยกให้เหลือ 20 ต้นต่อแถวยาว 1 เมตร หรือ 64,000 ต้นต่อไร่ สำหรับการปลูก โดยวิธีหว่านควรใช้เมล็ดอัตราประมาณ 5-7 กิโลกรัมต่อไร่ ร่วมกับการใช้สารกำจัดวัชพืชประเภทก่อนงอกหรือหลังงอก จึงจะให้ผลผลิตสูงใกล้เคียงกับการปลูกเป็นแถว

การกำจัดวัชพืช วัชพืชเป็นปัญหาที่สำคัญทำให้ผลผลิตลดลงมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ การให้น้ำชลประทานจะทำให้มีวัชพืชมากโดยเฉพาะข้าวที่ตกหล่นหลังเก็บเกี่ยวข้าว เกษตรกรจะต้องกำจัดลูกข้าวก่อนที่จะปลูกถั่วเขียวผิวดำ ซึ่งสามารถกำจัด โดยการเผาตอซังหรือการไถเตรียมดินและปล่อยน้ำเข้าแปลงทิ้งไว้ 1-2 สัปดาห์เพื่อให้เมล็ดข้าวงอกขึ้นมา หลังจากนั้นก็ทำการไถกลบ สำหรับการใช้สารกำจัดวัชพืชเกษตรกรควรฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืช ประเภทก่อนงอกทันทีหลังปลูก เช่น ดูอัลหรือแอลสโซ่ในอัตราแนะนำ สามารถควบคุมวัชพืชจำพวกใบแคบได้ดียกเว้นแห้วหมู หรืออาจจะใช้สารกำจัดวัชพืชประเภทหลังงอกฉีดพ่นในระยะหลังงอก นอกจากนี้เกษตรกรสามารถกำจัดวัชพืชด้วยวิธีการดายหญ้าประมาณ 1-2 ครั้ง โดยเข้าไปดายหญ้าครั้งแรกเมื่อถั่วเขียวอายุได้ 2 สัปดาห์หลังงอก

การให้น้ำชลประทาน ถั่วเขียวผิวดำต้องการน้ำมากกว่าถั่วเขียวผิวมันเนื่องจากมีอายุยาวกว่า การปลูกถั่วเขียวผิวดำ โดยให้น้ำเพียงครั้งเดียวก่อนปลูกจะทำให้ผลผลิตลดลงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ดังน้นพื้นที่ที่เหมาะสำหรับปลูกถั่วเขียวผิวดำในฤดูแล้ง จึงควรอยู่ในเขตโครงการส่งน้ำชลประทาฯหรือมีบ่อบาดาลน้ำตื้นหรือเขตสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ซึ่งเกษตรกรสามารถจะให้น้ำเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1-2 ครั้ง โดยเฉพาะในระยะออกดอกและสร้างฝักอ่อน ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตของถั่วเขียวผิวดำ

ฤดูปลูก

ฤดูปลูก แบ่งได้ 3 ฤดู คือ

1. ต้นฤดูฝน ปลูกในช่วงระหว่างเดือน พฤษภาคม-กรกฎาคม คิดเป็นผลผลิตประมาณร้อยละ 10 ของผลผลิตทั้งปี เป็นการปลูกก่อนทำนาหรือพืชไร่อื่น

2. ปลายฤดูฝน ปลูกในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน คิดเป็นผลผลิตประมาณร้อยละ 80 ของผลผลิตทั้งปี พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นที่ดอน เป็นการปลูกหลังเก็บเกี่ยวพืชไร่หลัก เช่น ข้าวโพด ผลผลิตที่ได้ค่อนข้างสูงและเมล็ดมีคุณภาพดี

3. ฤดูแล้ง จะปลูกในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว โดยอาศัยความชื้นในดิน ถ้าเก็บเกี่ยวข้าวช้าความชื้นในดินเหลือน้อย ควรมีการให้น้ำ 1-2 ครั้ง ควรระวังเรื่องอุณหภูมิ เพราะถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส ถั่วเขียวจะชะงักการเจริญเติบโต ควรรอให้อุณหภูมิสูงกว่านี้จึงค่อยปลูก โดยเฉพาะภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ควรปลูกหลังจากอากาศหนาวหมดไปแล้ว คือประมาณเดือนกุมภาพันธ์
หมายเหตุ สำหรับถั่วเขียวผิวดำพันธุ์พิษณุโลก 2 เมื่อปลูกในฤดูแล้งจะให้ผลผลิตสูง ส่วนพันธุ์อู่ทอง 2 ปลูกในฤดูฝนจะให้ผลผลิตสูง

ดินที่เหมาะสม

ดินที่เหมาะสม ดินที่เหมาะสมกับถั่วเขียวคือดินเหนียวหรือร่วนเหนียวเกาะตัวกันเป็นโครงสร้างที่โปร่ง ถ่ายเทอากาศและระบายน้ำได้ดี หน้าดินลึกมีอินทรียวัตถุสูงความเป็นกรด-ด่างของดินอยู่ระหว่าง 6.5-7 และไม่มีน้ำขัง การเตรียมดินที่ดี